รายการลูกหนี้เงินให้กรรมการกู้ยิมเงิน และ เจ้าหนี้เงินกู้ยืมจากกรรมการ ในงบการเงินมีความสำคัญอย่างไร
"เงินให้กรรมการกู้ยืม"
รายการบัญชีที่สรรพากรจับตาใกล้ชิดกว่าที่คิด
เรื่องที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้ ก่อนที่จะถึงฤดูกาลตรวจสอบ
ถ้าคุณเปิดงบการเงินของบริษัทแล้วเห็นรายการ "ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" หรือ "เจ้าหนี้เงินกู้ยืมจากกรรมการ" อยู่ด้วย — รายการนี้คือหนึ่งในจุดที่สรรพากรให้ความสนใจเป็นพิเศษเลยครับ เหตุผลง่ายมาก เพราะรายการเหล่านี้มักถูกใช้เป็น "ที่พักเงิน" เมื่อกระแสเงินสดในบัญชีไม่ตรงกับเอกสาร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ถ้าบริหารรายการเหล่านี้ไม่ถูกต้อง อาจมีภาระภาษีตามมาโดยไม่ตั้งใจ
ความแตกต่างระหว่าง 2 รายการนี้
ก่อนอื่น ขอให้เข้าใจว่ารายการทั้งสองนี้ "ตรงกันข้าม" กัน และมีภาระภาษีที่ต่างกัน:
- บริษัทเป็น "เจ้าหนี้" กรรมการเป็น "ลูกหนี้"
- บันทึกเป็น "สินทรัพย์" ในงบการเงิน
- บริษัทควรได้รับ "ดอกเบี้ย" จากกรรมการ
- สรรพากรจับตา: อาจปรับรายได้ถ้าไม่คิดดอกเบี้ย
- กรรมการเป็น "เจ้าหนี้" บริษัทเป็น "ลูกหนี้"
- บันทึกเป็น "หนี้สิน" ในงบการเงิน
- กรรมการอาจได้รับดอกเบี้ยจากบริษัท
- WHT 15% ถ้าบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการบุคคลธรรมดา
ภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง
2.1 กรณีที่ 1: บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน
เมื่อบริษัทโอนเงินให้กรรมการแล้วบันทึกเป็น "ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" กรมสรรพากรมีหลักการชัดเจนว่า บริษัทต้อง "คิดดอกเบี้ย" กับกรรมการในอัตราที่สมเหตุสมผล (ไม่ต่ำกว่าราคาตลาด) ตามมาตรา 65 ตรี (15) แห่งประมวลรัษฎากร
ดอกเบี้ยที่บริษัทต้องรับรู้:
บริษัทต้องบันทึก "รายได้ดอกเบี้ย" จากการให้กรรมการกู้ยืม แม้กรรมการยังไม่ได้จ่ายจริงก็ตาม (ค้างรับ) โดยอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ควรสะท้อนราคาตลาด เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ หรืออัตราที่บริษัทกู้มาจากสถาบันการเงิน
2.2 กรณีที่ 2: กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) บนดอกเบี้ยที่จ่าย — เมื่อบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการที่เป็น "บุคคลธรรมดา" ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามมาตรา 50(2) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.2
บริษัทต้องหักภาษี 15% = 7,500 บาท และโอนเงินให้กรรมการจริง 42,500 บาท จากนั้นนำส่งภาษี 7,500 บาทให้สรรพากรแทนครับ
กรณีกรรมการให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย — ฝั่งบริษัทไม่มีภาระภาษีเพิ่มเติม และฝั่งกรรมการไม่มีรายได้ดอกเบี้ยที่ต้องยื่นภาษีเงินได้ แต่ควรระบุในสัญญากู้ยืมเงินว่า "ไม่มีดอกเบี้ย" เพื่อป้องกันข้อสงสัยจากสรรพากร
อากรแสตมป์ — สิ่งที่มักลืม
ทุกครั้งที่ทำสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทให้กรรมการกู้ หรือกรรมการให้บริษัทกู้ — ต้องติดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์
เอกสารที่ต้องจัดทำให้ครบถ้วน
เพื่อให้รายการเหล่านี้ถูกต้องทั้งทางบัญชีและภาษี ควรจัดทำเอกสารต่อไปนี้ให้ครบ:
- สัญญากู้ยืมเงิน (Loan Agreement) — ระบุชื่อผู้กู้และผู้ให้กู้ จำนวนเงิน อัตราดอกเบี้ย กำหนดชำระคืน และเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจน
- รายงานการประชุมคณะกรรมการ — ต้องมีวาระอนุมัติการกู้ยืมเงินนั้น เพื่อแสดงว่าไม่ใช่การนำเงินออกโดยพลการ
- หลักฐานการรับ-จ่ายเงิน — สลิปการโอนเงิน หรือใบสำคัญรับ/จ่ายเงินที่ชัดเจน
- ใบสำคัญรับเงินดอกเบี้ย — กรณีบริษัทเรียกเก็บดอกเบี้ยจากกรรมการ
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) — กรณีบริษัทหักภาษีจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้กรรมการ
สรุปกำหนดการยื่นแบบภาษี
| รายการ | ประเภทภาษี | แบบที่ใช้ | ยื่นกระดาษ | ยื่น e-Filing |
|---|---|---|---|---|
| ดอกเบี้ยรับจากกรรมการ (ถ้าทำเป็นปกติ) | SBT 3.3% | ภ.ธ.40 | วันที่ 15 ของเดือนถัดไป | วันที่ 23 |
| ดอกเบี้ยที่จ่ายให้กรรมการบุคคลธรรมดา | WHT 15% | ภ.ง.ด.2 | วันที่ 7 ของเดือนถัดไป | วันที่ 15 |
| สัญญากู้ยืมเงิน (ทุกกรณี) | อากรแสตมป์ | แบบ อ.ส.4 | ภายใน 15 วันหลังทำสัญญา | — |
| ดอกเบี้ยในงบกำไรขาดทุน (รายปี) | CIT | ภ.ง.ด.50 | 150 วันหลังปิดรอบบัญชี | บวกเพิ่ม 8 วัน |
สิ่งที่ต้องทำและไม่ควรทำ
- ทำสัญญากู้ยืมเงินทุกครั้ง แม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อย
- ให้คณะกรรมการอนุมัติในที่ประชุมและบันทึกไว้ในรายงานการประชุม
- คิดดอกเบี้ยในอัตราที่สมเหตุสมผลตามตลาด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง
- ติดอากรแสตมป์ให้ครบภายใน 15 วันหลังทำสัญญา
- หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทุกครั้งที่จ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการบุคคลธรรมดา
- ชำระคืนเงินกู้ตามกำหนดในสัญญา ไม่ปล่อยให้ค้างนานเกินไป
- อย่าโอนเงินออกจากบัญชีบริษัทโดยไม่มีเอกสารรองรับ แล้วค่อยมาแก้ปัญหาทีหลัง
- อย่าปล่อยให้ยอดลูกหนี้กรรมการค้างอยู่ในงบการเงินนานปีโดยไม่มีแผนชำระคืน — สรรพากรอาจตีว่าเป็น "เงินปันผลซ่อน" ได้
- อย่าลืมคิดดอกเบี้ยฝั่งบริษัทให้กรรมการกู้ เพราะถ้าไม่คิด สรรพากรอาจปรับรายได้ให้บริษัทโดยอัตโนมัติ
- อย่าทำย้อนหลังหรือ "สร้าง" เอกสารในภายหลัง เพราะจะมีปัญหาหากถูกตรวจสอบ







