บริการขึ้นทะเบียนประกันสังคม นายจ้างและผู้ประกันตน ปี 2569 | Riskless Accounting
Social Security Registration
✦ อัปเดตปี 2569

บริการขึ้นทะเบียนประกันสังคม
นายจ้างและผู้ประกันตน
ค่าบริการเริ่มต้น 3,000 บาท

จัดทำ สปส.1-01 (นายจ้าง) และ สปส.1-03 (ลูกจ้าง) ครบวงจร เป็นตัวแทนยื่นเรื่อง พร้อมประสานงานสำนักงานประกันสังคม อัปเดตอัตราเงินสมทบปี 2569 เพดานใหม่ 17,500 บาท

✓ ยื่นผ่าน e-Service ✓ จัดทำแบบฟอร์มครบ ✓ ประสานงานแทนได้เลย ✦ เพดาน 17,500 บาท — ปี 2569
📋 อัปเดตกฎหมายประกันสังคม — มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2569
ราชกิจจานุเบกษาประกาศ ปรับเพดานฐานค่าจ้างสูงสุด จาก 15,000 → 17,500 บาท/เดือน เงินสมทบสูงสุดปรับจาก 750 → 875 บาท/เดือน (ลูกจ้าง + นายจ้าง ฝ่ายละเท่ากัน) ส่งผลให้สิทธิประโยชน์ทุก 7 กรณีปรับตามสัดส่วน — Riskless Accounting ดูแลการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามอัตราใหม่ทุกประการ
3,000 บาท ขึ้นทะเบียนนายจ้าง + ≤5 คน
200 บาท/คน ลูกจ้างเพิ่มเติม / แจ้งออก
875 บาท/เดือน เงินสมทบสูงสุด (ปี 2569)
ไม่รวม VAT และค่าธรรมเนียมราชการ

นายจ้างทุกรายต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม

ตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนทันที

⏰ กำหนดเวลาตามกฎหมาย — ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน
นับแต่วันที่เริ่มรับลูกจ้างเข้าทำงาน ต้องยื่นขึ้นทะเบียนทั้ง นายจ้าง (สปส.1-01) และ ลูกจ้าง (สปส.1-03) หากล่าช้าหรือไม่ดำเนินการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 120 แห่งพ.ร.บ.ประกันสังคม

ขอบเขตบริการที่ดูแลให้ครบ

จัดทำแบบฟอร์มครบวงจร
จัดทำ สปส.1-01 (ขึ้นทะเบียนนายจ้าง) และ สปส.1-03 (ขึ้นทะเบียนลูกจ้าง) ให้ครบถ้วนถูกต้องตามอัตราปี 2569
เป็นตัวแทนยื่นเรื่อง
ดำเนินการยื่นที่สำนักงานประกันสังคม หรือยื่นผ่านระบบ e-Service แทนเจ้าของกิจการ ไม่ต้องเดินทางเอง
ประสานงานเจ้าหน้าที่
กรณีเอกสารติดขัดหรือต้องชี้แจงประเภทธุรกิจ ดูแลประสานงานกับเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมให้จนเสร็จ

สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน 7 กรณี (มาตรา 33) — อัตราปี 2569

เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบร่วมกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองครบทุกด้าน ด้วยเพดานใหม่ 17,500 บาท/เดือน

กรณีเจ็บป่วย
สูงสุด 8,750 บาท/เดือน
ค่ารักษาพยาบาล ณ รพ.ที่เลือก + เงินทดแทนหยุดงาน 50% สูงสุด 180 วัน (52,500 บาท/ครั้ง)
กรณีคลอดบุตร
26,250 บาท/ครั้ง
เงินสงเคราะห์ค่าคลอด 15,000 บาท + เงินทดแทนหยุดงาน 50% เป็นเวลา 90 วัน (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง)
กรณีทุพพลภาพ
8,750 บาท/เดือน
เงินทดแทน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย ตลอดชีวิต + ค่ารักษาพยาบาล (กรณีรุนแรง)
กรณีเสียชีวิต
ค่าทำศพ 50,000 บาท
+ เงินสงเคราะห์ทายาท สูงสุด 105,000 บาท (กรณีส่งสมทบครบ 36 เดือนขึ้นไป)
กรณีสงเคราะห์บุตร
1,000 บาท/เดือน/คน
คุ้มครองบุตรสูงสุด 3 คน (รวม 2,400 บาท/เดือน) อายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์
กรณีชราภาพ
บำนาญ 20% + 1.5%/ปี
บำนาญชราภาพเมื่ออายุ 55 ปีและออกจากงาน (ส่งครบ 180 เดือน) หรือบำเหน็จกรณีส่งไม่ครบ
กรณีว่างงาน
สูงสุด 8,750 บาท/เดือน
เลิกจ้าง 50% (สูงสุด 180 วัน) / ลาออก 30% (สูงสุด 90 วัน) ตามเงื่อนไขที่กำหนด
💰 อัตราเงินสมทบประกันสังคม มาตรา 33 — ปี 2569
✦ เพดานใหม่ 17,500 บาท
ตัวอย่าง: เงินเดือน 17,500 บาท (ฐานสูงสุด)
ลูกจ้างส่ง 5%875 บาท/เดือน
นายจ้างส่ง 5%875 บาท/เดือน
รัฐบาลสมทบ 2.75%481 บาท/เดือน
รวมเข้ากองทุน/เดือน2,231 บาท
ตัวอย่าง: เงินเดือน 12,000 บาท
ลูกจ้างส่ง 5%600 บาท/เดือน
นายจ้างส่ง 5%600 บาท/เดือน
รัฐบาลสมทบ 2.75%330 บาท/เดือน
รวมเข้ากองทุน/เดือน1,530 บาท
📅 แผนการปรับเพดานเงินสมทบตามขั้นบันได (ราชกิจจานุเบกษา ธ.ค. 2568)
ระยะ ช่วงเวลา เพดานค่าจ้าง เงินสมทบสูงสุด (ฝ่ายละ)
ระยะที่ 1 ปัจจุบัน 1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571 17,500 บาท 875 บาท/เดือน
ระยะที่ 2 1 ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574 20,000 บาท 1,000 บาท/เดือน
ระยะที่ 3 1 ม.ค. 2575 เป็นต้นไป 23,000 บาท 1,150 บาท/เดือน

* ฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท — สูงสุด 17,500 บาท/เดือน (ปี 2569) | อัตราเงินสมทบอาจมีการปรับลดชั่วคราวตามประกาศของสำนักงานประกันสังคม

✅ การเปลี่ยนแปลงสำคัญปี 2569 เทียบกับปี 2568
ปี 2568 (เดิม): เพดานฐานค่าจ้าง 15,000 บาท → เงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 750 บาท/เดือน
ปี 2569 (ใหม่): เพดานฐานค่าจ้าง 17,500 บาท → เงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาท/เดือน (+125 บาท/เดือน)
ผลต่อสิทธิประโยชน์: เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน และทุพพลภาพ ปรับเพิ่มจาก 7,500 → 8,750 บาท/เดือน เงินสงเคราะห์คลอดบุตรปรับจาก 22,500 → 26,250 บาท/ครั้ง

เอกสารที่ต้องเตรียม

แบ่งเป็น 2 ส่วน: เอกสารของนายจ้าง (สปส.1-01) และเอกสารของลูกจ้างแต่ละคน (สปส.1-03)

เอกสารนายจ้าง (สถานประกอบการ) แบบ สปส.1-01
  • หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคล)
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (13 หลัก)
  • ชื่อสถานประกอบการ (ภาษาไทย + ภาษาอังกฤษ)
  • ประเภทกิจการตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียน
  • ที่อยู่ตามหนังสือรับรอง, เบอร์โทร, อีเมล
  • สำเนาทะเบียนบ้าน (หน้าระบุเจ้าบ้านและรหัสประจำบ้าน)
  • พิกัดที่ตั้งสถานประกอบการ (สำหรับทำแผนที่สังเขป)
  • สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ / เจ้าของกิจการ
  • ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20 หรือ ภ.พ.01) ถ้ามี
  • จำนวนลูกจ้าง ณ วันที่เริ่มขึ้นทะเบียน
  • สำเนาหน้าบัญชีธนาคารของกิจการ
💡 กรรมการที่ได้รับเงินเดือนจากกิจการ ถือเป็นลูกจ้าง ต้องขึ้นทะเบียนด้วย
เอกสารลูกจ้าง (รายบุคคล) แบบ สปส.1-03
  • สำเนาบัตรประชาชนของพนักงาน (พร้อมรับรองสำเนา)
  • ที่อยู่ปัจจุบันที่ติดต่อได้ / ตามบัตรประชาชน
  • เบอร์โทรศัพท์มือถือ
  • วันที่เริ่มเข้าทำงาน (ต้องตรงกับวันจ้างงานจริง)
  • ตำแหน่งหน้าที่ในกิจการ
  • ฐานเงินเดือนที่ตกลงจ้าง (ใช้คำนวณเงินสมทบ 5%)
  • ชื่อโรงพยาบาลที่ต้องการใช้สิทธิ (เลือก 3 ลำดับ)
  • ระบุว่าเป็นผู้ประกันตนรายใหม่หรือรายเดิม
💡 ต้องจัดเตรียมรายชื่อโรงพยาบาลที่ยังเปิดรับในปีปัจจุบันให้ลูกจ้างเลือก 3 ลำดับ

ขั้นตอนการให้บริการ

ดูแลตั้งแต่รวบรวมเอกสารจนถึงได้รับใบสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียน ภายใน 30 วันตามกฎหมาย

1
รวบรวมข้อมูล
ส่งข้อมูลนายจ้างและลูกจ้างแต่ละคน ตามรายการที่กำหนด พร้อมแจ้งฐานเงินเดือนปี 2569
1–2 วัน
2
จัดทำแบบฟอร์ม
กรอก สปส.1-01 และ สปส.1-03 ให้ครบถ้วนถูกต้อง คำนวณฐานเงินสมทบตามอัตราปี 2569
1 วัน
3
ยื่นเรื่อง
ยื่นที่สำนักงานประกันสังคม หรือผ่านระบบ e-Service แทนเจ้าของกิจการ ไม่ต้องเดินทางเอง
ภายในวันเดียว
4
ติดตามผล
ประสานงานจนได้รับใบสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียน พร้อมแจ้งผลและส่งมอบเอกสารครบ
1–3 วันทำการ

ข้อควรระวัง — โทษที่นายจ้างต้องรู้

กฎหมายกำหนดกรอบเวลาชัดเจน ทั้งการแจ้งเข้าและแจ้งออก ฝ่าฝืนมีบทลงโทษทางอาญา

การแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้าง
  • ต้องแจ้งภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน
  • ยื่น สปส.1-01 (นายจ้าง) และ สปส.1-03 (ลูกจ้าง) ให้ครบ
  • วันที่เริ่มทำงานในแบบฟอร์มต้องตรงกับวันจ้างงานจริง
  • คำนวณฐานเงินสมทบตามเพดานใหม่ 17,500 บาท (ปี 2569)
⚖️ โทษหากล่าช้า: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การแจ้งสิ้นสุดผู้ประกันตน
  • ต้องแจ้งออกภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่ลูกจ้างลาออก
  • ต้องแจ้งทุกกรณี: ลาออก, เลิกจ้าง, สิ้นสุดสัญญาจ้าง
  • การแจ้งช้าอาจทำให้ต้องรับผิดชอบค่าเงินสมทบย้อนหลัง
⚖️ โทษหากล่าช้า: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
17,500
เพดานค่าจ้างสูงสุด (บาท/เดือน)
875
เงินสมทบสูงสุดต่อฝ่าย (บาท/เดือน)
7
กรณีคุ้มครอง มาตรา 33
30
วันที่กฎหมายกำหนดขึ้นทะเบียน

อัตราค่าบริการ

ค่าบริการโปร่งใส ไม่รวม VAT และค่าธรรมเนียมราชการ

ประเภทบริการ รายละเอียด ค่าบริการ
ขึ้นทะเบียนนายจ้างครั้งแรก + ลูกจ้างไม่เกิน 5 คน จัดทำ สปส.1-01 + สปส.1-03 (สูงสุด 5 คน) พร้อมยื่นและติดตามผล
เหมาะสำหรับธุรกิจเริ่มต้น / รับพนักงานครั้งแรก / คำนวณตามอัตรา 2569
3,000 บาท
ไม่รวม VAT
ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเพิ่มเติม (ต่อคน) กรณีรับพนักงานเพิ่ม หรือลูกจ้างเกิน 5 คน คิดรายบุคคล
ยื่น สปส.1-03 รายบุคคล
200 บาท
ต่อคน / ไม่รวม VAT
แจ้งสิ้นสุดผู้ประกันตน (แจ้งออก) กรณีลูกจ้างลาออกหรือสิ้นสุดการจ้างงาน ต้องแจ้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
แจ้งออก รายบุคคล
200 บาท
ต่อคน / ไม่รวม VAT

* ราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) และค่าธรรมเนียมของทางราชการ | อัตราเงินสมทบอ้างอิงตามกฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ธันวาคม 2568 มีผล 1 มกราคม 2569

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียน (สปส.1-01 + สปส.1-03) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เริ่มรับลูกจ้างเข้าทำงาน ตามพ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 33 หากล่าช้าจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานฐานค่าจ้างปรับจาก 15,000 เป็น 17,500 บาท/เดือน เงินสมทบ 5% สูงสุด 875 บาท/เดือน/ฝ่าย ทั้งนายจ้างและลูกจ้างส่งฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบเพิ่ม 2.75% (สูงสุด 481 บาท) รวมเข้ากองทุนสูงสุด 2,231 บาท/เดือน
กรรมการที่ ได้รับเงินเดือนจากบริษัท ถือว่าเป็น "ลูกจ้าง" ตามกฎหมายประกันสังคม จึงต้องขึ้นทะเบียนและส่งเงินสมทบด้วย แต่หากกรรมการไม่ได้รับค่าตอบแทนในฐานะลูกจ้าง ก็ไม่ต้องขึ้นทะเบียน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบสถานะ
ต้องแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่ลูกจ้างลาออกหรือสิ้นสุดการจ้างงาน เช่น ลาออกวันที่ 20 มีนาคม ต้องแจ้งออกภายใน 15 เมษายน หากล่าช้าอาจต้องรับผิดชอบเงินสมทบย้อนหลังและมีโทษตามกฎหมาย
ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศแผนปรับขึ้นเพดาน 3 ระยะ: ปี 2569–2571 เพดาน 17,500 บาท (875 บาท/เดือน), ปี 2572–2574 เพดาน 20,000 บาท (1,000 บาท/เดือน) และปี 2575 เป็นต้นไป เพดาน 23,000 บาท (1,150 บาท/เดือน) — การปรับขึ้นทุกระยะจะทำให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนด้วย

ขึ้นทะเบียนประกันสังคม
ถูกต้อง ทันเวลา ตามอัตราปี 2569

ปรึกษาทีม Riskless Accounting ก่อนครบ 30 วัน หลีกเลี่ยงโทษปรับ ดูแลตั้งแต่เตรียมเอกสารจนดำเนินการแล้วเสร็จ