ตรวจสอบตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษี อัปเดตปี 2568–2569
เมื่อธุรกิจเติบโตและขยายพื้นที่ให้บริการ คำถามที่เจ้าของกิจการและนักบัญชีพบบ่อยที่สุดคือ "เปิดสาขาใหม่ต้องแจ้งสรรพากรเพิ่มไหม?" คำตอบขึ้นอยู่กับนิยามของคำว่า "สถานประกอบการ" ตามประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งชื่อสถานที่นั้นว่าอะไร — และหากเข้าเงื่อนไข กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนสาขาเพิ่มก่อนเปิดดำเนินการเสมอ
1
Definition — Place of Business
"สถานประกอบการ" ตามกฎหมายสรรพากร คืออะไร?
📖 มาตรา 77/1(20) แห่งประมวลรัษฎากร
สถานที่ที่ใช้ในการประกอบกิจการเป็นประจำ ซึ่งรวมถึงสำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า สาขา ตัวแทน หรือสถานที่อื่นใดที่ใช้ในการผลิต จำหน่าย หรือให้บริการอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าก็ตาม
กฎหมายกำหนด 3 ประเภทหลัก ของสถานประกอบการที่ต้องจดทะเบียนเพิ่ม หากมีมากกว่า 1 แห่ง:
🏪
สถานที่ประกอบกิจการ
สถานที่ที่ใช้ขาย ให้บริการ หรือดำเนินธุรกิจโดยตรงกับลูกค้า
เช่น หน้าร้านค้า, สำนักงานสาขา, คลินิก, โรงแรม
🏭
สถานที่ผลิตสินค้า
สถานที่ที่ใช้ผลิต ประกอบ หรือแปรรูปสินค้าของกิจการ
เช่น โรงงาน, โรงประกอบชิ้นส่วน, โรงอาหาร
📦
สถานที่เก็บสินค้า
สถานที่ที่กิจการมีสิทธิครอบครองพื้นที่เพื่อจัดเก็บสินค้าของตนเอง
เช่น โกดังสินค้าที่เช่าหรือเป็นเจ้าของ, คลังสินค้าส่วนตัว
💡
หลักสำคัญ: "ใช้เป็นประจำ" (Regular Use)
กฎหมายไม่ได้พิจารณาจาก "ชื่อ" ของสถานที่ แต่พิจารณาจาก ลักษณะการใช้งานจริง หากมีการใช้สถานที่นั้นในการดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ใช่ครั้งคราว) ก็ถือเป็นสถานประกอบการที่ต้องจดทะเบียนทันที ไม่ว่าจะเรียกว่า "โกดัง", "ออฟฟิศ" หรือ "จุดรับงาน"
เมื่อไหร่ที่กิจการ "ต้อง" จดทะเบียนสาขาเพิ่ม?
ตาม มาตรา 85 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่จะเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม มีหน้าที่ต้องแจ้งขอจดทะเบียนสาขา ก่อนเปิดดำเนินการ โดยในทางปฏิบัติสรรพากรกำหนดให้ยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ก่อนวันที่จะเปิดสาขา
📋
ตัวอย่างกิจการที่ต้องจดทะเบียนสาขา
ร้านอาหาร: เปิดสาขาที่ 2 ในห้างสรรพสินค้า → ต้องจดทะเบียนสาขาก่อนเปิด
สำนักงานบัญชี: เช่าออฟฟิศเพิ่มในต่างจังหวัดและส่งนักบัญชีไปประจำ → ต้องจดทะเบียนสาขา
บริษัทนำเข้า: เช่าโกดังส่วนตัวเพื่อเก็บสินค้านอกเหนือจากที่สำนักงานใหญ่ → ต้องจดทะเบียนสาขา
ผู้รับเหมา: ตั้งออฟฟิศประจำในพื้นที่ก่อสร้างระยะยาว (มากกว่า 6 เดือน) → อาจเข้าข่ายต้องจดสาขา
🖥️
e-Commerce และธุรกิจออนไลน์ — จุดที่มักถูกมองข้าม
หากบริษัทออนไลน์มี คลังสินค้าที่เช่าหรือเป็นเจ้าของ เพื่อจัดเก็บและส่งสินค้า โดยมีพนักงานดูแลประจำ หรือมีสิทธิเข้าถึงพื้นที่เฉพาะ — ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่ต้องจดทะเบียน แม้ว่าจะไม่มีหน้าร้านก็ตาม
3
Exceptions — No Registration Needed
4 กรณีที่ "ไม่ต้อง" จดทะเบียนสาขาเพิ่ม
สรรพากรกำหนดข้อยกเว้นไว้สำหรับสถานที่ที่มีลักษณะ "ชั่วคราว" หรือไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบครองโดยตรงของกิจการ ดังนี้:
บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ตั้ง แคมป์หรือ Site งาน ในพื้นที่ของลูกค้า ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จก็ต้องย้ายออก ถือเป็นสถานที่ชั่วคราวที่ไม่เข้านิยาม "สถานประกอบการ"
⚡ เงื่อนไข: ต้องเป็น "ชั่วคราว" จริงๆ ไม่ใช่ประจำการนานหลายปี
การส่งวัตถุดิบไปให้ โรงงานภายนอก ผลิตให้ โดยที่เราไม่ได้ส่งพนักงานไปประจำ ไม่มีสิทธิเข้าพื้นที่โดยเฉพาะ และรอรับของที่ผลิตเสร็จแล้วเท่านั้น ไม่ถือเป็นสถานประกอบการของเรา
⚡ เงื่อนไข: ต้องไม่มีการ "ประจำการ" ของพนักงานเราที่โรงงานนั้น
การนำสินค้าไปฝากไว้ใน โกดังให้บริการสาธารณะ (3PL) ที่ผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบดูแล รับความเสี่ยง และเราไม่มีสิทธิครอบครองพื้นที่เฉพาะของตนเอง ไม่ถือเป็นสถานประกอบการ
⚡ เงื่อนไข: กิจการต้องไม่มี "สิทธิครอบครองพื้นที่" โดยเฉพาะ
การตั้งบูธขายสินค้าหรือโปรโมตธุรกิจใน งานแสดงสินค้า นิทรรศการ หรือ Event ที่จัดขึ้นชั่วคราว ไม่ถือเป็นการประกอบกิจการเป็นประจำ จึงไม่ต้องจดทะเบียนสาขา
⚡ เงื่อนไข: เป็นกิจกรรม "ครั้งคราว" ไม่ใช่ Market ประจำวัน
⚠️
ระวัง! เส้นแบ่งที่ "เบลอ" ระหว่างข้อยกเว้นและที่ต้องจด
ในทางปฏิบัติ สรรพากรจะดูจาก พฤติกรรมจริง ว่ามีการใช้สถานที่นั้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ หากเริ่มจาก "ชั่วคราว" แต่ใช้มาหลายเดือนหลายปี หรือมีพนักงานของเราประจำอยู่ที่นั่น อาจถูกตีความว่าเป็นสถานประกอบการที่ต้องจดทะเบียน ในกรณีที่ไม่แน่ใจ ควรขอคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีครับ
เช็กลิสต์ความเสี่ยงทางภาษี สำหรับกิจการที่มีหลายสถานที่
ใช้รายการนี้ตรวจสอบสถานะของกิจการ หากมีข้อใดตรงกับสถานการณ์ของคุณ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันทีครับ:
-
🔴
ออกใบกำกับภาษีขายจากสาขา แต่ระบุที่อยู่ "สำนักงานใหญ่"
ความเสี่ยงสูงมาก
ตาม มาตรา 86/4 ใบกำกับภาษีต้องระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขสถานประกอบการที่ "ออกใบกำกับจริง" ใบกำกับภาษีที่ระบุข้อมูลผิดถือว่า "ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" ผู้ซื้อไม่สามารถนำไปขอคืนภาษีซื้อได้ และผู้ขายมีความผิดทางอาญา
-
🔴
นำภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายของสาขา (ที่ยังไม่จด) มาขอคืน
ความเสี่ยงสูงมาก
ตาม มาตรา 82/5(6) ภาษีซื้อที่เกิดจากสถานประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน ถือเป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ห้ามนำมาหักออกจากภาษีขาย หากถูกตรวจพบ ต้องคืนภาษีซื้อทั้งหมดพร้อมเบี้ยปรับ 100% และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
-
🔴
มีพื้นที่เช่าหรือเป็นเจ้าของนอกจากสำนักงานใหญ่ แต่ยังไม่ได้แจ้งจดทะเบียน
ต้องดำเนินการ
ทุกพื้นที่ที่กิจการใช้ประกอบการเป็นประจำ (โกดัง โรงงาน ออฟฟิศสาขา) ถือว่าต้องจดทะเบียน การละเว้นโดยไม่รู้ไม่ใช่ข้ออ้างทางกฎหมาย หากถูกตรวจสอบย้อนหลัง ผลกระทบสะสมอาจสูงมาก
-
🟡
ยื่นแบบ VAT (ภ.พ.30) รวมกันที่สำนักงานใหญ่ โดยไม่ได้แยก Branch Code
ความเสี่ยงปานกลาง
กิจการที่มีหลายสาขา สามารถยื่น ภ.พ.30 รวมที่สาขาใดสาขาหนึ่งหรือสำนักงานใหญ่ได้ (Consolidated Filing) แต่ต้องแจ้งสรรพากรก่อน และต้องระบุ Branch Code ที่ถูกต้องบนใบกำกับภาษีทุกใบ มิฉะนั้นใบกำกับจะไม่สมบูรณ์
-
🟡
ออก e-Tax Invoice / e-Receipt โดยไม่มีข้อมูลสาขาที่ถูกต้องในระบบ
อัปเดต 2568
ในระบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากร ข้อมูลสถานประกอบการต้องตรงกับที่จดทะเบียนไว้ในฐานข้อมูล หาก Branch Code ในระบบไม่ตรงกับใบกำกับ อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธโดยอัตโนมัติและเกิดปัญหาในการยื่นภาษีออนไลน์
-
🔵
ไม่แน่ใจว่าโกดัง 3PL ที่ใช้อยู่เข้าเงื่อนไขต้องจดทะเบียนหรือไม่
ควรตรวจสอบ
ตรวจสอบสัญญากับ 3PL ว่ามีการกำหนดพื้นที่เฉพาะให้กิจการโดยเฉพาะหรือไม่ หากมีพื้นที่เฉพาะและกิจการสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา เข้าข่ายต้องจดทะเบียนสาขา
5
Penalties & Consequences
บทลงโทษและผลกระทบ หากไม่จดทะเบียนสาขาให้ถูกต้อง
ความเสี่ยงจริงไม่ได้อยู่ที่โทษปรับตาม มาตรา 90/1 ที่ดูเล็กน้อย แต่อยู่ที่ผลกระทบทางภาษีที่สะสมและอาจทำให้กิจการเสียหายอย่างมาก:
| ประเภทความเสี่ยง |
มาตรากฎหมาย |
บทลงโทษ / ผลกระทบ |
ระดับ |
| ไม่แจ้งจดทะเบียนสาขา |
มาตรา 90/1 |
โทษปรับทางอาญาสูงสุด 5,000 บาท ต่อครั้ง |
ปานกลาง |
| ภาษีซื้อต้องห้าม (Input Tax) |
มาตรา 82/5(6) |
เสียสิทธิภาษีซื้อทั้งหมดของสาขา + เบี้ยปรับ 100% + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน |
สูงมาก |
| ออกใบกำกับภาษีผิด (ระบุที่อยู่ผิด) |
มาตรา 86/4, 90/2 |
ใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ลูกค้าใช้ขอคืนภาษีไม่ได้ + ผู้ออกมีความผิดทางอาญา |
สูงมาก |
| รายได้จากสาขาไม่ถูกรายงาน |
มาตรา 89, 90 |
เบี้ยปรับ VAT 100–200% ของภาษีที่ขาด + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน |
สูงมาก |
| ผลต่อความน่าเชื่อถือ |
— |
กระทบต่อ Credit Rating, การขอสินเชื่อ, การตรวจสอบบัญชีประจำปี และการทำ IPO ในอนาคต |
ปานกลาง |
🚨
ระวัง: เบี้ยปรับสะสมแบบทบต้น
หากกิจการมีสาขาที่ไม่ได้จดทะเบียนมาหลายปี และนำภาษีซื้อมาขอคืนต่อเนื่อง เมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลัง เบี้ยปรับ 100% บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน สะสมได้มากกว่ายอดภาษีต้นหลายเท่า ตัวอย่างเช่น ภาษีซื้อ 100,000 บาท ที่ถูกตรวจสอบหลัง 3 ปี = ยอดรวมที่ต้องชำระประมาณ 254,000 บาท (เบี้ยปรับ 100% + เงินเพิ่ม 54%)
6
How to Register a Branch
ขั้นตอนการจดทะเบียนสาขากับกรมสรรพากร
ขั้นตอนการจดทะเบียนสาขาไม่ซับซ้อน หากเตรียมเอกสารให้ครบและดำเนินการล่วงหน้าก่อนเปิดสาขาอย่างน้อย 15 วัน
เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน
รวบรวมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการแจ้งจดทะเบียนสาขา VAT
📄 แบบ ภ.พ.09 (แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียน VAT)
📄 หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน)
📄 สัญญาเช่าหรือโฉนด/เอกสารสิทธิ์ในที่ตั้งสาขา
📄 แผนที่แสดงที่ตั้งสาขา
📄 สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสาขา
📄 บัตรประชาชน/หนังสือเดินทางของกรรมการ
ยื่นแบบ ภ.พ.09 ที่สรรพากร
ยื่นแบบต่อสรรพากรพื้นที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ หรือยื่นออนไลน์ผ่านระบบ
e-Registration ของกรมสรรพากร (
rd.go.th) และต้องยื่น
ล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ก่อนวันที่จะเริ่มใช้สถานที่นั้น
รับเลข Branch Code และอัปเดตระบบ
เมื่อได้รับการอนุมัติ กรมสรรพากรจะออก Branch Code (รหัสสาขา 5 หลัก เช่น 00001, 00002) ซึ่งต้องระบุบนใบกำกับภาษี VAT ทุกใบที่ออกจากสาขานั้น และต้องอัปเดตข้อมูลในระบบบัญชีและโปรแกรมออกใบกำกับให้ถูกต้อง
กำหนดวิธียื่น ภ.พ.30 (Consolidated หรือ Separate)
หากมีหลายสาขา สามารถเลือกยื่น ภ.พ.30 "รวมกัน" ที่สาขาเดียว (ต้องแจ้งสรรพากรก่อน) หรือ "แยกยื่น" แต่ละสาขา วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจ ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีล่วงหน้า
จดทะเบียนแก้ไข DBD (ถ้าเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงาน)
หากสาขาใหม่เป็น "สำนักงานจดทะเบียน" ด้วย (ตาม พ.ร.บ. บริษัท) ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ด้วย แต่หากเป็นแค่สาขา VAT อย่างเดียว ไม่ต้องแก้ไข DBD
7
2025–2026 Legal Updates
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ที่กระทบเรื่องสาขาในปี 2568–2569
📅 อัปเดตปี 2568–2569
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กระทบการจดทะเบียนสาขา
- e-Tax Invoice & e-Receipt ขยายขอบเขต: กรมสรรพากรเร่งขยาย Mandatory e-Tax Invoice ให้ครอบคลุมธุรกิจวงกว้างขึ้น ข้อมูล Branch Code ในระบบต้องตรงกับที่จดทะเบียนทุกประการ ผิดพลาดระบบปฏิเสธอัตโนมัติ
- ระบบ VAT Refund Online ตรวจสอบแบบ Real-time: การขอคืน VAT ผ่านระบบออนไลน์ใหม่จะ Cross-check Branch Code บนใบกำกับภาษีกับฐานข้อมูลจดทะเบียนสาขาโดยตรง ใบกำกับจากสาขาที่ไม่ได้จดจะถูกปฏิเสธอัตโนมัติตั้งแต่ต้นทาง
- e-Commerce & Marketplace Platform: ผู้ขายออนไลน์ที่ใช้ Fulfilment Center หรือ Warehouse ของ Platform ที่ตนมีสิทธิครอบครองพื้นที่เฉพาะ — สรรพากรแนะนำให้ตรวจสอบสัญญาและจดทะเบียนสาขาให้ครบ
- การบังคับใช้ BEPS Pillar Two (Effective 2568): บริษัทในกลุ่ม MNE ที่มีรายได้รวมเกิน EUR 750 ล้าน ต้องรายงาน Substance ของแต่ละ Establishment รวมถึงสาขาในไทยด้วย การไม่จดทะเบียนสาขาอาจกระทบข้อมูลรายงาน GloBE
🔍
อัปเดต: กรมสรรพากรเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจ VAT ปี 2568
กรมสรรพากรมีแผนเน้นตรวจสอบ VAT Compliance ของธุรกิจที่มีหลายสถานประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม ค้าปลีก, โลจิสติกส์, อาหาร-เครื่องดื่ม, และบริการ IT ที่มักมีสาขาหลายแห่ง ควรตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนของทุกสถานที่ให้ครบถ้วน
การขยายธุรกิจเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ การวางรากฐานด้านเอกสารและการจดทะเบียนให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก คือสิ่งที่ป้องกันปัญหาที่ตามมาได้ดีที่สุด ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสาขาแทบจะเป็นศูนย์ เมื่อเทียบกับค่าเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าที่ปรึกษาที่ต้องตามแก้ทีหลัง ยิ่งสำหรับกิจการที่มีแผน IPO หรืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ความสมบูรณ์ของทะเบียนสาขาคือหนึ่งในจุดที่ผู้ตรวจสอบตรวจก่อนเสมอ
📋
ไม่แน่ใจว่าสาขาของคุณต้องจดทะเบียนไหม?
ทีม Riskless Accounting พร้อม Review สถานะสาขาของกิจการ ตรวจสอบ VAT Compliance และช่วยดำเนินการจดทะเบียนให้ครบถ้วนในทุกขั้นตอน — ให้คุณมุ่งหน้าขยายธุรกิจได้อย่างสบายใจ
📞 ปรึกษา Riskless