การได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการ คนละครึ่ง และ คนละครึ่งพลัส พ่อค้าแม่ค้าชื่นชอบ แต่ศึกษาเรื่องบัญชีและภาษีกันไว้หน่อยนะ
สำหรับการได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการ คนละครึ่ง และ คนละครึ่งพลัส (หรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ของภาครัฐในลักษณะเดียวกัน) มีคำชี้แจงจากกรมสรรพากรที่ชัดเจน ดังนี้
1. ถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่?
ตามกฎหมายเบื้องต้น เงินสนับสนุนที่ได้รับจากรัฐถือเป็น “เงินได้” อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการลดภาระให้กับประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐ คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนที่ได้รับจากโครงการเหล่านี้
2. ภาระภาษีสำหรับ “บุคคลธรรมดา” (ผู้ใช้สิทธิ)
ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี: เงินที่รัฐช่วยจ่ายให้ 50% หรือส่วนลดต่าง ๆ ที่ได้รับจากโครงการคนละครึ่ง และคนละครึ่งพลัส ได้รับยกเว้นภาษี ไม่ต้องนำไปกรอกในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ประจำปี
ไม่มีภาระภาษีเพิ่มเติม: ในฝั่งของผู้บริโภคหรือประชาชนทั่วไปที่ใช้สิทธิ จึงไม่มีภาระภาษีใด ๆ จากเงินจำนวนนี้
3. ข้อควรระวังสำหรับ “ร้านค้า” (ผู้ขาย)
หากท่านเป็นผู้ประกอบการหรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สถานะจะแตกต่างจากผู้ใช้สิทธิ ดังนี้:
- รายได้จากการขายสินค้า: เงินที่ร้านค้าได้รับ (ทั้งจากส่วนที่ประชาชนจ่ายและส่วนที่รัฐโอนให้) ถือเป็น รายได้จากการขายของ (เงินได้ประเภทที่ 8)
- ต้องนำมาคำนวณภาษี: ร้านค้าต้องนำยอดขายรวมทั้งหมดที่ผ่านโครงการ มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ โดยหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือหักเหมาตามที่กฎหมายกำหนด
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากร้านค้ามีรายรับรวมตลอดทั้งปี (รวมเงินจากโครงการรัฐ) เกิน 1.8 ล้านบาท จะมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
การบันทึกบัญชี
สำหรับการบันทึกบัญชีของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง หรือ คนละครึ่งพลัส หลักการสำคัญคือต้องแยกรายการระหว่าง “เงินที่รับจากลูกค้า” และ “เงินที่จะได้รับสนับสนุนจากรัฐ” ให้ชัดเจน เนื่องจากยอดเงินจะเข้าบัญชีไม่พร้อมกัน
โดยปกติแล้ว ร้านค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาอาจจะเน้นทำบัญชีรายรับ–รายจ่าย แต่ถ้าต้องการบันทึกตามหลักการบัญชีที่ถูกต้อง (Accrual Basis) เพื่อให้เห็นยอดค้างรับจากรัฐบาล สามารถทำได้ดังนี้:
ณ วันที่ขาย ร้านค้าได้รับเงินจากลูกค้าทันที (ผ่านแอปฯ) แต่เงินจากรัฐจะยังไม่เข้าในทันที (โดยปกติจะเข้าในวันถัดไป)
| เดบิต | เงินสด / เงินฝากธนาคาร (ส่วนที่ลูกค้าจ่าย 50%) |
| เดบิต | ลูกหนี้หน่วยงานภาครัฐ / รายได้ค้างรับ (ส่วนที่รัฐสนับสนุน 50%) |
| เครดิต | รายได้จากการขาย (ยอดเต็ม 100%) |
เมื่อยอดเงินส่วนที่รัฐสนับสนุนโอนเข้าบัญชีธนาคารของร้านค้า
| เดบิต | เงินฝากธนาคาร (ยอดที่โอนมาจากรัฐ) |
| เครดิต | ลูกหนี้หน่วยงานภาครัฐ / รายได้ค้างรับ (ล้างยอดที่ตั้งไว้) |
หากร้านค้าอยู่ในระบบ VAT ต้องคำนวณภาษีขายจาก ยอดเต็ม 100% (ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่ลูกค้าจ่าย)
ตัวอย่าง: ขายของราคา 100 บาท (รวม VAT แล้ว)
ตอนขาย
| เดบิต | เงินฝากธนาคาร (ลูกค้าจ่าย) | 50.00 |
| เดบิต | ลูกหนี้ภาครัฐ (ค้างรับ) | 50.00 |
| เครดิต | รายได้จากการขาย | 93.46 |
| เครดิต | ภาษีขาย | 6.54 |
ตอนรัฐโอนเงิน
| เดบิต | เงินฝากธนาคาร | 50.00 |
| เครดิต | ลูกหนี้ภาครัฐ | 50.00 |
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการจัดการภาษี
รายงานภาษีขาย: ร้านค้าต้องออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ (หรือใบเสร็จรับเงิน) โดยลงยอดเต็มจำนวนที่ขายจริงในรายงานภาษีขาย ณ วันที่เกิดรายการขาย
หลักฐานการรับเงิน: ควรพิมพ์หรือบันทึกหน้าสรุปยอดรายวันจากแอปพลิเคชัน (เช่น แอปฯ ถุงเงิน) ไว้เพื่อใช้ยันยอดกับ Statement ธนาคารตอนสิ้นเดือน เพื่อป้องกันการตกหล่นของรายได้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กรณีเป็นนิติบุคคล: หากร้านค้าของท่านมีการบริหารจัดการแบบนิติบุคคลหรือมีการจดทะเบียนเป็นบริษัท การบันทึกบัญชีข้างต้นจะช่วยให้การตรวจสอบยอดเงินฝาก (Reconciliation) ทำได้ง่ายและโปร่งใสต่อการตรวจสอบ
สรุป
ต้องการความช่วยเหลือด้านภาษีและบัญชี?
Riskless Accounting เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางภาษีหรือบัญชีอย่างเป็นทางการ การบังคับใช้กฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้อ่านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและบัญชี หรือสอบถามจากกรมสรรพากรโดยตรง ก่อนดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษีของท่าน






